r11 - 03 Jan 2007 - 15:32:19 - KritKosawatYou are here: NTL >  Main Web  > SchoolOutreach > PhangNga > Tublamu > TublamuReport3

โรงเรียนพระราชทานทับละมุ

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ

ความหมาย

การศึกษาเพื่อค้นพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้วยตัวของนักเรียนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แล้วนำเสนอผลการศึกษาในแบบการเขียนโครงงาน โดยมีครูอาจารย์เป็นผู้ให้คำปรึกษา

ประเภทของโครงงาน

  1. โครงงานสำรวจ : ศึกษาสิ่งหรือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  2. โครงงานทดลอง : ศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีอะไรเกิดขึ้น
  3. โครงงานประดิษฐ์ : ศึกษาเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน

ขั้นตอนการทำโครงงาน

  1. กำหนดปัญหาที่ศึกษา
  2. ตั้งสมมุติฐาน (คาดคะเนคำตอบ)
  3. ออกแบบการรวบรวมข้อมูล
  4. รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ
  5. วิเคราะห์ข้อมูล
  6. สรุปผล

ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องสร้างเป็นพื้นฐานให้กับนักเรียน

  1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science Process Skills) ประกอบด้วย 8 ทักษะ
    1. การสังเกต (Observing)
    2. การจำแนกประเภท (Classifying)
    3. การวัด (Measuring)
    4. การใช้เลขจำนวน (Using number)
    5. ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับพื้นที่ และพื้นที่กับเวลา (Space & Space and Space & Time Relationship)
    6. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
    7. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Manipulating and Communicating data)
    8. การทำนาย (Predicting)
  2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นผสมผสาน (Integrated Science Process Skills) ประกอบด้วย 5 ทักษะ
    1. การกำหนดและควบคุมตัวแปร (Controlling the variables)
    2. การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesizing)
    3. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational defining of the variables)
    4. การทดลอง (Experimenting)
    5. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการคิดทำหัวข้อโครงงาน

  • ความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ และสารเคมี
  • ค่าใช้จ่าย
  • ระยะเวลาในการดำเนินงาน
  • ความปลอดภัย

กิจกรรมที่ 1 : การกำหนดปัญหาที่จะศึกษา

แจกกระดาษให้ครูทุกคนเขียนปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่อยากแก้ไข แล้วนำกระดาษนั้นมาติดที่กระดานโดยแยกเป็นหมวดหมู่

โจทย์ปัญหาเหล่านั้นจะได้มาจาก

  • ปัญหาใกล้ตัว
  • การสังเกต
  • คำบอกเล่า
  • ความสนใจส่วนตัว
  • ความรู้จากแบบเรียน หนังสือ วารสาร
  • ฯลฯ

วิธีกระตุ้นให้คิดโจทย์ปัญหา

  • ยกตัวอย่างแนวทางที่ได้มาซึ่งโจทย์ปัญหาจากโครงงานที่เคยทำมาก่อน
  • เปิดโอกาสให้สังเกตและค้นคว้าปัญหารอบๆ ตัว
  • พาไปสัมผัสกับปัญหาของชุมชน

กิจกรรมที่ 2 : การตั้งสมมุติฐาน

สมมุติฐาน คือการหาสาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหา

ความสำคัญของสมมุติฐาน

  • ในชีวิตประจำวัน
    • ทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดตรงประเด็นมากขึ้น เนื่องจากเป็นการคิดหาคำตอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่การเดาสุ่ม
  • ในการเรียนการสอน
    • เป็นการฝึกฝนทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผลของนักเรียน ทำให้สามารถเข้าใจเหตุการณ์หรือความรู้ต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง
  • ในโครงงานวิทยาศาสตร์
    • เป็นการรับประกันว่า โครงงานที่กำลังจัดทำเป็นสิ่งที่มีเหตุผลสนับสนุน
    • เป็นกรอบของการคิดออกแบบการทดลอง โดยการทดลองต้องดำเนินไปเพื่อพิสูจน์ว่าสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นเป็นจริงหรือเท็จ

การได้มาซึ่งสมมุติฐาน

  • คิดหาสาเหตุทั้งหมดที่เป็นไปได้
  • พิจารณาหาสาเหตุหลัก
    • ข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
    • การสังเกตความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
    • การสอบถามผู้รู้

กิจกรรมป่าปริศนา

  • พวกเราถูกขังอยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่รู้ทิศและเวลา
  • มีลายแทงอยู่ 1 ใบเป็นรูปป่า แม่น้ำ และวงปีของต้นไม้
  • มีลูกกุญแจซ่อนอยู่ในป่านั้น 4 ดอก แต่มีเพียงดอกเดียวเท่านั้นที่สามารถไขออกจากป่าได้
  • ให้เวลา 20 นาทีและให้โอกาสไขได้เพียง 2 ครั้ง มิฉะนั้นจะต้องติดอยู่ในป่านี้ตลอดกาล
คำใบ้ที่ 1 : ลูกกุญแจที่ถูกต้องถูกเก็บซ่อนไว้ใต้แผ่นดิน ระหว่างทิศตะวันตกและทิศใต้
  • จากลายแทงที่มีอยู่ จะต้องลองตั้งสมมุติฐานว่าทิศใดเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้
  • ถ้าต้องการคำใบ้เพิ่ม ตัดเวลาคำใบ้ละ 5 นาที
คำใบ้ที่ 2 : นักธรณีวิทยาบอกว่า แม่น้ำส่วนใหญ่ในโลกนี้ไหลจากทิศเหนือไปทิศใต้
  • มีเพียงแม่น้ำไนล์ที่ไหลจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
คำใบ้ที่ 3 : เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกว่า วงปีของต้นไม้ด้านที่หนาคือทิศตะวันออก

ลักษณะของสมมุติฐานที่ดี

  • สอดคล้องกับปัญหา
  • เป็นข้อความที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
  • ต้องมีพิสูจน์ได้ว่าถูกหรือผิด
  • มีข้อมูลสนับสนุน

แบบฝึกหัดการตั้งสมมุติฐาน

  1. เด็กชายอนุรักษ์ได้ฟังข่าวจากสถานีวิทยุท้องถิ่นประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า ขณะนี้แม่น้ำเมยซึ่งเป็นสายน้ำประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง ปลาที่เคยพบชุกชุมในแม่น้ำสายนี้กลับมีจำนวนลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นยังพบว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกกบเขียดมีความพิการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่ปลูกกะหล่ำปลีซึ่งเป็นพืชที่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมากในการเร่งผลผลิตและกำจัดศัตรูพืช ประกอบกับการที่เกษตรกรขาดความรู้ในเรื่องการใช้สารเคมีในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้เกิดการใช้สารเคมีในปริมาณที่มากเกินควร จึงมีสารเคมีตกค้างและถูกชะลงแม่น้ำเมย กลายเป็นสารพิษคร่าชีวิตหรือทำให้สัตว์น้ำพิการ เด็กชายอนุรักษ์จึงเกิดความสงสัยว่า สารเคมีที่เกษตรกรใช้ชนิดใดกันแน่ที่ก่อให้เกิดผลเสียดังกล่าว จึงมาปรึกษาท่านว่าอยากทำโครงงานเกี่ยวกับการสำรวจสารเคมีที่เกษตรกรใช้ ว่าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของแม่น้ำเมยหรือไม่ ท่านคิดว่าควรจะกำหนดขอบเขตของโครงงานนี้อย่างไร และสมมุติฐานที่เป็นไปได้ของโครงงานดังกล่าวคืออะไร (ตอบได้มากกว่า 1 สมมุติฐาน)
  2. เด็กหญิงเยี่ยมรุ้งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเด็กชายอนุรักษ์ เมื่อทราบข้อมูลข้างต้นจากเด็กชายอนุรักษ์ก็เกิดความคิดว่า ถ้าเกษตรกรมีความรู้ที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและกำจัดศัตรูพืชในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะช่วยแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในแม่น้ำเมยได้ จึงอยากทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการศึกษาปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้สารเคมีในไร่กะหล่ำปลี และได้นำความคิดนี้มาเสนอท่าน ท่านคิดว่าควรจะกำหนดขอบเขตของโครงงานนี้อย่างไร และสมมุติฐานที่เป็นไปได้ของโครงงานดังกล่าวคืออะไร (ตอบได้มากกว่า 1 สมมุติฐาน)
  3. เด็กชายตามตะวันเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเด็กชายอนุรักษ์และเด็กหญิงเยี่ยมรุ้ง ได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและได้ลงเรือเที่ยวชมโบราณสถานริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างทางเด็กชายสังเกตเห็นว่า ในแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มไปด้วยผักตบชวาออกดอกสีม่วงสวยงาม ในบางช่วงของการเดินทางก็จะเห็นชาวบ้านช่วยกันสาวผักตบชวาขึ้นฝั่ง จึงสอบถามจากผู้รู้จนได้ความรู้ว่า นอกจากผักตบชวาจะสามารถนำไปใช้ทำเครื่องจักสานได้สวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ช่วยกรองสิ่งสกปรกในน้ำทำให้น้ำใสขึ้น เนื่องจากโครงสร้างของลำต้นมีลักษณะเป็นรูพรุนจึงสามารถดักจับสิ่งสกปรกในน้ำได้ แต่ข้อเสียของมันคือเป็นพืชที่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในผืนน้ำที่ผักตบชวาขึ้นอย่างหนาแน่น มันจะทำหน้าที่คล้ายเกราะกำบังไม่ให้ออกซิเจนจากอากาศละลายลงน้ำ ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจน เด็กชายตามตะวันจึงเกิดความคิดว่าถ้านำผักตบชวามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาทำเป็นเครื่องกรองน้ำ นำไปติดตั้งขวางทางน้ำไหลออกจากบ่อพักที่รวบรวมน้ำจากไร่กะหล่ำปลีก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำเมย ก็อาจช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียได้ จึงมาขอคำปรึกษาท่านเพื่อทำโครงงานประดิษฐ์ระบบกำจัดน้ำเสียจากผักตบชวา ท่านคิดว่าควรจะกำหนดขอบเขตของโครงงานนี้อย่างไร และสมมุติฐานที่เป็นไปได้ของโครงงานดังกล่าวคืออะไร (ตอบได้มากกว่า 1 สมมุติฐาน)

กิจกรรมที่ 3 : การออกแบบการทดลอง

หลักการวางแผนการทดลอง

  • กำหนดทิศทางของการทดลองนั้นๆ ให้ได้ข้อมูลมาเพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกข้อ
  • กำหนดตัวแปรต่างๆ ให้ชัดเจน อันจะช่วยให้ออกแบบการทดลองได้ง่ายขึ้น
ตัวแปร คือสิ่งที่เป็นปัจจัยทั้งหมดที่มีผลกระทบต่อสิ่งที่กำลังศึกษา
    • ตัวแปรต้น/อิสระ : เป็นตัวแปรที่สามารถกำหนดให้แปรเปลี่ยนได้
    • ตัวแปรตาม : เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นจากผลของตัวแปรต้น
    • ตัวแปรควบคุม : เป็นตัวแปรที่กำหนดให้คงที่ เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการเปลี่ยนตัวแปรต้นเพียงอย่างเดียว
  • ต้องสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต้น
  • สามารถกำหนดวิธีการตรวจสอบ/วัดผลการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม
  • สามารถกำหนดตัวแปรที่ต้องควบคุมทั้งหมดที่จะส่งผลต่อตัวแปรตามได้ และสามารถระบุได้ว่าจะควบคุมตัวแปรควบคุมได้อย่างไร ส่วนนี้สำคัญมาก จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าข้อมูลที่ได้จากการทดลองน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

หลักการออกแบบการทดลอง

  • โครงงานสำรวจ
    • กำหนดขอบเขตของสิ่งที่จะสำรวจให้ชัดเจน
    • ออกแบบสำรวจและแบบสอบถาม
    • รวบรวมผลสำรวจ ใช้หลักสถิติช่วยในการแปลผล
  • โครงงานทดลอง
    • เลือกใช้วิธีการทดลองที่เป็นวิธีมาตรฐานตามหลักสูตร
    • วัดค่าสังเกต (เช่น ความเข้มสี ความหนืด) โดยมีสเกลเปรียบเทียบ
    • มีตัวแปรควบคุม
    • จำนวนซ้ำของชุดทดลอง
  • โครงงานประดิษฐ์
    • ศึกษาหลักการทางวิทยาศาสตร์สำหรับอุปกรณ์แต่ละส่วน
    • ศึกษาจากสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกัน
    • มีการทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสิ่งประดิษฐ์

การทดลองแข่งรถ

  • มีรถบังคับวิทยุ 3 คัน ต่างชนิดกัน
  • มีเส้นทางวิ่ง 3 เส้นทาง มีความยากง่ายต่างกัน
  • ให้ออกแบบการทดลองเพื่อหาว่า
    • รถคันใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด
    • เส้นทางใดวิ่งได้เร็วที่สุด

กิจกรรมที่ 4 : การจดบันทึกและการทำซ้ำ

วัตถุประสงค์

  1. สามารถบันทึกวิธีทำการทดลองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  2. ได้ฝึกเทคนิคพื้นฐานการทำการทดลอง (ชั่ง ตวง วัด)

กิจกรรมทำน้ำผลไม้

  • ให้ทดลองทำน้ำผลไม้โดยใช้ผลไม้อย่างน้อย 3 ชนิด
  • ให้ทดลองทำซ้ำเพื่อให้ได้น้ำผลไม้แบบเดิมทุกประการ ทั้งรูป สี กลิ่น และรส

หมายเหตุ

  • การทำซ้ำคือการทำการทดลองเดิมเพื่อยืนยันว่าผลการทดลองได้เหมือนเดิมจึงจะถือว่าน่าเชื่อถือ
  • การจดบันทึกควรจดให้ละเอียด ถ้ามีภาพประกอบยิ่งดี
  • แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ไม่ต้องลงรายละเอียด

กิจกรรมที่ 5 : โครงงานสำรวจ "ป่าชายเลน"

บริเวณด้านหลังโรงเรียน มีป่าชายเลนสภาพสมบูรณ์ มีสะพานไม้ทอดยาวจากหลังโรงเรียนเข้าไปเป็นระยะทาง 200 เมตร สามารถเดินเข้าไปสำรวจได้อย่างปลอดภัย

วัตถุประสงค์

  • เพื่อฝึกการสำรวจและการนำเสนอผลงาน

สิ่งที่ต้องการสำรวจ

  1. พันธุ์ไม้ในป่าชายเลน
  2. รูปลักษณะของใบ เช่น ใบรูปวงรี รูปหัวใจ รูปไข่ ฯลฯ
  3. การเรียงตัวของใบ เช่น ใบเดี่ยว ใบคู่ ใบประกอบ ฯลฯ
  4. ลักษณะของดอก (ถ้ามี)
  5. ลักษณะของผล (ถ้ามี)

หมายเหตุ

  • ควรทำตารางสำรวจไว้ก่อนล่วงหน้า จะทำให้สำรวจได้รวดเร็ว ไม่ลืมรายละเอียดที่สำคัญ และนำเสนอได้ง่าย

กิจกรรมที่ 6 : โครงงานทดลอง "ลูกบอลกาว"

วัตถุประสงค์

  • เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของโพลิเมอร์อันเนื่องมาจากการเกิดพันธะแบบเชื่อมขวาง

อุปกรณ์

  1. กาวสีขาว หรือ กาวน้ำชนิดใส
  2. บอแรกซ์ (Sodium Borate)
  3. น้ำอุ่น
  4. บีกเกอร์
  5. แท่งแก้วคน

วิธีทดลอง

  1. ละลายบอแรกซ์ 2.5 กรัม ด้วยน้ำอุ่น 10 มล.
  2. ผสมกาว 10 กรัม ด้วยน้ำ 10 มล.
  3. เทสารละลายบอแรกซ์ที่เตรียมไว้ลงในกาว พร้อมคน สังเกตความเปลี่ยนแปลง
  4. เอาของแข็งที่ได้มานวดประมาณ 3-5 นาที แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ ทดสอบการกระเด้งบนพื้นโต๊ะที่สะอาด
  5. ทำการทดลองซ้ำ โดยเปลี่ยนไปใช้บอแรกซ์ 1 กรัม และ 4 กรัม ตามลำดับ เปรียบเทียบผลการทดลอง

อธิบายการทดลอง

กาวสีขาวส่วนใหญ่ทำมาจาก Polyvinyl acetate ส่วนกาวน้ำใสจะทำจาก Polyvinyl alcohol ซึ่งโพลิเมอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้มีสายโซ่เป็นแบบเส้นตรง เมื่อละลายหรือแขวนลอยอยู่ในน้ำในปริมาณที่เหมาะสม จะได้สารละลายที่มีลักษณะเหนียวหนืด เนื่องจากเกิดการพันกันระหว่างสายโซ่โพลิเมอร์ในสารละลายนั่นเอง จึงสามารถนำมาทำเป็นกาวได้ โดยกาวจะแห้งและแข็งเมื่อตัวทำละลาย(น้ำ)ระเหยไป ส่วนบอแรกซ์ เมื่อละลายน้ำจะอยู่ในรูปของกรดบอริก (Boric acid) ซึ่งสามารถรับไฮดรอกไซด์จากน้ำ เมื่อเติมสารละลายบอแรกซ์ลงไปในกาว จะเกิดพันธะเชื่อมขวางขึ้นระหว่างสายโซ่เส้นตรงของโพลิเมอร์ เนื่องจากเกิดพันธะไฮโดรเจนระหว่างบอแรกซ์และสายโซ่โพลิเมอร์ ทำให้โมเลกุลของโพลิเมอร์มีขนาดใหญ่มากขึ้น สารละลายจึงมีความเหนียวและหนืดเพิ่มขึ้น

ปริมาณพันธะเชื่อมขวางที่เกิดระหว่างสายโซ่โพลิเมอร์เส้นตรง ขึ้นอยู่กับปริมาณของบอแรกซ์ที่ใช้ ยิ่งใช้บอแรกซ์มากก็จะมีพันธะเชื่อมขวางเกิดขึ้นมาก ทำให้โมเลกุลมีขนาดใหญ่ขึ้นและเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น วัสดุที่ได้ก็จะแข็งและกระเด้งเมื่อกระทบพื้น หากใช้บอแรกซ์น้อย วัสดุที่ได้ก็จะไม่ค่อยอยู่ตัวหรือคงรูปร่าง เมื่อวางไว้บนโต๊ะจะสามารถไหลได้

ก้อนโพลิเมอร์จะไม่ละลายน้ำกลับมาเป็นกาวเหมือนก่อนการทดลองได้อีก ทั้งนี้เนื่องจากเราได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโพลิเมอร์ซึ่งเป็นแบบเส้นตรงให้กลายมาเป็นแบบเชื่อมขวางแล้ว สามารถทดลองได้โดยการเติมน้ำลงไปแล้วคนดู จะสังเกตเห็นว่าโพลิเมอร์จะไม่ละลายน้ำแต่จะพองตัวใหญ่ขึ้น

กิจกรรมที่ 7 : โครงงานประดิษฐ์ "สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้"

วัตถุประสงค์

  • เพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ จากวัสดุเหลือใช้ที่จัดเตรียมไว้ให้

วิธีการ

  • แบ่งกลุ่มให้มีจำนวนคนในกลุ่มพอสมควรกับชิ้นงาน
  • ศึกษาวัสดุและอุปกรณ์ที่ได้รับมา
  • ตกลงร่วมกันว่าจะประดิษฐ์อะไร
  • ออกแบบชิ้นงาน
  • ประกอบจริง
  • ตั้งชื่อให้ผลงาน

การสรุป อภิปรายผลการทดลอง และรายงานโครงงานวิทย์

การจัดการและนำเสนอข้อมูล

  1. สามารถนำเสนอข้อมูลหรือประเด็นที่สำคัญที่ต้องการนำเสนอได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน
  2. มีรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ
  3. มีชื่อรูปหรือตารางที่กะทัดรัด ได้ใจความ
  4. แสดงหน่วยวัดที่ถูกต้อง
  5. ถ้าเป็นตัวเลข ต้องคำนึงถึงเลขนัยสำคัญ
  6. ต้องมีการระบุความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้
  7. ถ้าอ้างอิงมา ต้องระบุแหล่งที่มาของข้อมูล
  8. ไม่ควรนำเสนอข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำในรูปแบบที่แตกต่างกัน

การสรุปและอภิปรายผล

  1. เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทดลอง เพื่อจำกัดขอบเขตของการคิดให้มุ่งไปที่เป้าหมายหลัก ไม่ให้คิดออกนอกประเด็น
  2. พิจารณาผลการทดลอง จับประเด็นที่อยากจะนำเสนอ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการทดลอง
  3. เขียนสรุปประเด็นที่ได้ทั้งหมดให้เป็นประโยค เขียนเป็นประโยคสมบูรณ์ที่ผู้อ่านรู้ว่า ใครคือประธาน อะไรคือกริยา และอะไรคือกรรม อ่านแล้วไม่ต้องตีความหรือแปลไทยเป็นไทย
  4. จัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ได้
  5. เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องราว
  6. เปรียบเทียบกับงานของคนอื่น
  7. อธิบายผลการศึกษาในกรณีต่างๆ ทั้งที่สอดคล้อง ขัดแย้ง หาเหตุผลสนับสนุนที่ทำให้ข้อสรุปและอภิปรายมีความน่าเชื่อถือ

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

องค์ประกอบสำคัญของการเขียนรายงานโครงงาน
  1. ชื่อโครงงาน
  2. ชื่อผู้ทำโครงงาน/โรงเรียน/พ.ศ.ที่จัดทำ
  3. ชื่อครูที่ปรึกษา
  4. บทคัดย่อ ซึ่งต้องบอกเค้าโครงเรื่องอย่างย่อๆ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ผลการศึกษา และสรุป
  5. สารบัญ (สารบัญตารางและรูป)
  6. กิตติกรรมประกาศ (แสดงความขอบคุณบุคคล หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ)
  7. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
  8. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
  9. สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า
  10. กำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม
  11. วิธีดำเนินการ
  12. ผลการศึกษาค้นคว้า
  13. สรุปและอภิปรายผล
  14. ประโยชน์ ข้อเสนอแนะ
  15. เอกสารอ้างอิง
  16. ภาคผนวก (ถ้ามี)
หัวใจสำคัญของการเขียนรายงานที่ดีคือ
  1. ความครบถ้วนของประเด็นที่ต้องการนำเสนอในแต่ละองค์ประกอบ แสดงให้เห็นความเป็นเหตุและผล
  2. การเรียงความ โดยต้องเขียนลำดับเหตุการณ์ก่อน-หลัง เมื่ออ่านแล้วมีความต่อเนื่องของลำดับขั้นตอน แม้ว่าในความเป็นจริงเมื่อทำโครงงานบางครั้งอาจไม่เรียงลำดับก็ตาม
  3. การใช้ภาษาเขียนที่เหมาะสม

หลักในการสอนแบบโครงงาน

  • ให้รู้สึกว่าโครงงานไม่ยาก ต้องยั่วหรือแหย่ให้นักเรียนอยากคิด อยากทำ อยากศึกษา
  • ให้อิสระในการคิดโจทย์ปัญหา
  • ตั้งคำถามให้นักเรียนคิด
  • ควรติดตามความก้าวหน้า ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ
  • เปิดเวทีให้นักเรียนได้เสนอผลงาน ได้ถูกซักถามและแนะนำในเชิงสร้างสรรค์
  • ไม่ทำโครงงานเพื่อมุ่งประกวด ให้การประกวดเป็นผลพลอยได้

ผู้เข้าอบรม

  • อาจารย์จากโรงเรียนพระราชทานทับละมุ จำนวน 19 คน
  • อาจารย์จากโรงเรียนคุระบุรี จำนวน 3 คน

ผู้อบรม

  • จาก Biotec
    • ดร.วาสนา วิรัตน์โยสินทร์ (วาด)
    • ดร.ปิยนันท์ หาญพิชาญชัย (อ้อม)
    • นาย ศิโรจน์ ศรีสรากรณ์ (ป๋องแป๋ง)
    • นางสาว ปฐมาภรณ์ ชุมแสง (แป้ง)
  • จาก Nectec
    • ดร.กฤษณ์ โกสวัสดิ์ (บอมบ์)

-- KritKosawat - 26 Oct 2006

toggleopenShow attachmentstogglecloseHide attachments
Topic attachments
I Attachment Action Size Date Who Comment
jpgJPG 301resized.JPG manage 102.9 K 26 Dec 2006 - 16:01 KritKosawat ห้องที่ใช้ในการอบรมครั้งนี้
jpgJPG 302resized.JPG manage 75.9 K 26 Dec 2006 - 16:02 KritKosawat คณะผู้อบรมขณะกำลังเตรียมงาน
jpgJPG 303resized.JPG manage 100.2 K 26 Dec 2006 - 16:04 KritKosawat ป๋องแป๋งชี้แจงรายละเอียดการอบรม
jpgJPG 304resized.JPG manage 108.1 K 26 Dec 2006 - 16:06 KritKosawat ท่าน ผอ. โรงเรียน (ซ้าย) และนักวิจัยจากไบโอเทค (ขวา)
jpgJPG 305resized.JPG manage 120.0 K 26 Dec 2006 - 16:06 KritKosawat คณะครูผู้เข้ารับการอบรม
jpgJPG 306resized.JPG manage 114.5 K 26 Dec 2006 - 16:08 KritKosawat เริ่มกิจกรรมแรก "การกำหนดปัญหา"
jpgJPG 307resized.JPG manage 92.1 K 26 Dec 2006 - 16:10 KritKosawat กิจกรรมป่าปริศนา
jpgJPG 308resized.JPG manage 89.6 K 26 Dec 2006 - 16:11 KritKosawat อธิบายเรื่องการออกแบบการทดลอง
jpgJPG 309resized.JPG manage 91.4 K 26 Dec 2006 - 16:13 KritKosawat กิจกรรมแข่งรถ
jpgJPG 310resized.JPG manage 102.5 K 26 Dec 2006 - 16:14 KritKosawat สรุปผลการทดลองแข่งรถ
jpgJPG 311resized.JPG manage 113.3 K 26 Dec 2006 - 16:15 KritKosawat กิจกรรมทำน้ำผลไม้
jpgJPG 312resized.JPG manage 124.3 K 26 Dec 2006 - 16:17 KritKosawat ทำซ้ำ ต้องให้ได้เหมือนเดิม เลยต้องชั่งกันอย่างระมัดระวัง
jpgJPG 313resized.JPG manage 73.9 K 26 Dec 2006 - 16:20 KritKosawat เตรียมการสำรวจป่าชายเลน
jpgJPG 314resized.JPG manage 220.2 K 26 Dec 2006 - 16:21 KritKosawat ทางเข้าป่าชายเลนที่จะไปสำรวจกัน
jpgJPG 315resized.JPG manage 209.5 K 26 Dec 2006 - 16:23 KritKosawat เส้นทางสำรวจ ก่อสร้างขึ้นโดยตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด
jpgJPG 316resized.JPG manage 244.0 K 26 Dec 2006 - 16:24 KritKosawat ต้นโกงกาง พืชเด่นประจำป่าชายเลน
jpgJPG 317resized.JPG manage 76.4 K 26 Dec 2006 - 16:25 KritKosawat ดอกโกงกาง
jpgJPG 318resized.JPG manage 204.5 K 26 Dec 2006 - 16:28 KritKosawat คณะนักสำรวจ จดบันทึกอย่างขะมักเขม้น
jpgJPG 319resized.JPG manage 261.5 K 26 Dec 2006 - 16:30 KritKosawat สภาพป่ายังสมบูรณ์อยู่มาก
jpgJPG 320resized.JPG manage 129.2 K 26 Dec 2006 - 16:31 KritKosawat ร้อนนัก พักกันหน่อย
jpgJPG 321resized.JPG manage 82.6 K 26 Dec 2006 - 16:32 KritKosawat รายงานผลการสำรวจ
jpgJPG 322resized.JPG manage 86.9 K 26 Dec 2006 - 16:33 KritKosawat โครงงานทดลอง "ลูกบอลกาว"
jpgJPG 323resized.JPG manage 89.9 K 26 Dec 2006 - 16:46 KritKosawat โครงงานประดิษฐ์
jpgJPG 324resized.JPG manage 83.2 K 26 Dec 2006 - 16:47 KritKosawat ประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้
jpgJPG 325resized.JPG manage 73.7 K 26 Dec 2006 - 16:49 KritKosawat จบการอบรมแล้ว มอบใบประกาศนียบัตร
jpgJPG 326resized.JPG manage 79.3 K 26 Dec 2006 - 16:51 KritKosawat โรงเรียนมอบของที่ระลึกให้คณะอบรม
jpgJPG 327resized.JPG manage 92.3 K 26 Dec 2006 - 16:52 KritKosawat คณะอบรมมอบของที่ระลึกให้โรงเรียน
jpgJPG 328resized.JPG manage 82.8 K 26 Dec 2006 - 16:53 KritKosawat ลาแล้วจ้า คราวหน้าพบกันใหม่
Edit | WYSIWYG | Attach | Printable | Raw View | Backlinks: Web, All Webs | History: r11 < r10 < r9 < r8 < r7 | More topic actions
 
Powered by NTL
This site is powered by the TWiki collaboration platformCopyright © by National Electronics and Computer Technology Center, NECTEC.
Ideas, requests, problems regarding NTL? Send feedback