เรื่องเล่าจากเวทีเสวนาวิชาการ การแสวงหาโจทย์วิจัยและพัฒนาสื่อในสังคมไทย

From NectecPedia

Jump to: navigation, search

สื่อ...กับอิทธิพลที่ส่งผลต่อกระแสสังคมไทย

สืบเนื่องจากชมรมจริยธรรมกับพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการดำเนินงานมาในระยะหนึ่ง โดยกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการประชุมเชิงวิชาการเพื่อระดมความคิดเห็นในประเด็นที่ส่งผลกระทบกับสังคมในด้านต่างๆ โดยมีมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)เป็นผู้ประสานงานหลัก เนื่องมาจากแนวคิดของชมรมฯ ที่สอดคล้องกับภารกิจของ มสช. คือ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำวิจัยและการหาเครือข่ายการทำงานร่วมกันเพื่อการแลกเปลี่ยนแนวคิด อันจะนำไปสู่แรงบันดาลใจในการทำงานตลอดจนกระบวนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในระยะต่อมาสถานการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีไอซีทีได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบตามกระแสนิยมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยสิ่งที่ต่างตระหนักอยู่เสมอว่าอุปสรรคในการจัดการกับปัญหาทางเทคโนโลยีนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอของสังคม การไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง การมองข้ามกฎหมายในการส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขาดงบประมาณสนับสนุน และบุคลากรในการดำเนินงานที่เพียงพอ

จากกระบวนการการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่มคนที่มีการจัดตั้งในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชมรม คณะกรรมการระดับชาติ หรือชุมชนทางออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่กล่าวถึงเสมอในสังคม คือ การขับเคลื่อนความรู้ผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งกลไกลสำคัญที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้นั่นคือ “สื่อ”

ที่ผ่านมาสื่อถือว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง เป็นทั้งสิ่งที่สร้างกระแสในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสังคม จนคนหลายคนกลัวว่าจะมีการใช้สื่อเป็นช่องทางในการสร้างกระแสสังคมในเชิงที่ไม่สร้างสรรค์ สถานการณ์ปัญหาในปัจจุบันที่พบคือ คนที่ทำสื่อบางคนนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อโดยบางครั้งรู้ไม่ลึก หรือรู้ไม่จริงออกสู่สังคม

โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น การบริโภคสื่อของแต่ละคน ก็เพื่อต้องการความรู้และสาระความบันเทิง ดังนั้น การเสนอสิ่งใดๆ ผ่านสื่อจึงมีความพยายามในการนำความบันเทิงเป็นสิ่งดึงดูดผู้บริโภค แล้วค่อยมีการสอดแทรกสาระเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย

ดังข้อสังเกตที่น่าสนใจจาก อาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ ตัวแทนจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอสถานการณ์เด่นเกี่ยวกับสื่อในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาในการประชุมเพื่อแสวงหาโจทย์วิจัยและพัฒนาสื่อในสังคมไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2550 โดยแบ่งออกเป็น 9 หัวข้อ ดังนี้

1. การพัฒนาสื่อสาธารณะ โดยได้ยกตัวอย่างในเรื่อง การปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นสื่อสาธารณะ ซึ่งนโยบายของรัฐในปัจจุบัน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และคณะกรรมการบูรณาการนโยบายสื่อเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นต้น องค์ความรู้ที่มีอยู่ ได้แก่ การศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สำหรับเด็ก

2. การกำหนดองค์กรเจ้าภาพในการทำงานด้านสื่อ โดยนโยบายของรัฐที่ออกมารองรับ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เน้นรูปแบบการทำงานที่เชื่อมต่อในแนวคิดขจัดร้าย ขยายสื่อดี และสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งอุปสรรคในการดำเนินงาน คือ ความกังวลในการดำเนินงานของคณะกรรมการที่อาจจะเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย

3. การจัดการกับปัญหาสื่อที่เป็นภัยต่อสังคม ได้แก่ การดำเนินการในกรณีเซ็กส์โฟน ซึ่งประเด็นนี้ได้เกี่ยวเนื่องกับ หน่วยงานซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานและถือว่าเป็นที่ได้รับผลประโยชน์จากผลการประกอบการดังกล่าว โดยอุปสรรคในการดำเนินงาน ได้แก่ การโฆษณาการประกอบการในเรื่องดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ ยังคงมีอยู่

4. การปฏิรูปกฎหมายด้านสื่อ นโยบายของรัฐในปัจจุบัน ได้แก่ การประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550, การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ...., พระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ. .... และ พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. .... เป็นต้น

5. การคัดค้าน (ร่าง) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. .... โดยองค์ความรู้ที่มีอยู่ ได้แก่ โครงสร้างของคณะกรรมการ, ระบบการส่งเสริมอุตสาหกรรม, ระบบเรทติ้งและเซ็นเซอร์ ตลอดจนกลไกสนับสนุนการทำงานของวิชาชีพ อุปสรรคในการดำเนินงาน ได้แก่ การขาดองค์ความรู้ และขาดการมีส่วนร่วมจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง

6. การจัดระดับความเหมาะสมของสื่อในที่นี้ได้แก่ การพัฒนาระบบเรทติ้งรายการโทรทัศน์ (มีมติ ค.ร.ม. เห็นชอบ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550) โดยเสนอให้มีการจัดทำ Pre-rate การจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ก่อนออกอากาศ และ Post-rate การให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์หลังออกอากาศ ตลอดจนให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการภาคประชาชน และคณะกรรมการภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อต่อไป

7. กองทุนพัฒนาสังคม ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนสื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยนโยบายของรัฐ ได้แก่ การกำหนดวาระเด็กและเยาวชนแห่งชาติ และการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานขับเคลื่อน (สื่อเพื่อเด็ก, กีฬา และวัฒนธรรม)

8. การพัฒนาสถาบันวิชาชีพด้านสื่อมวลชน โดยการจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาสื่อในประเทศไทย

9. สื่อเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่านักสิทธิมนุษยชนบางคนได้มาทำงานเป็นสื่อมวลชน บ้างก็สื่อมวลชนได้กลายเป็นนักสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลบางแง่มุมจึงมีการสอดแทรกความเป็นตัวตนของผู้นำเสนอ

สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตที่ต้องการมีการพัฒนาเป็นโจทย์ในการวิจัยในรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การมองประเด็นควรมีการมองให้ครบทุกมิติ เพราะสื่อมีหลายรูปแบบมากไม่ว่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่ออินเทอร์เน็ต สื่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ สื่อสิ่งพิมพ์ ตลอดจนสื่อทางเลือกในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการแสวงหาความรู้ด้านการพัฒนาสื่อนั้น ควรแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

สื่ออิสระ ได้แก่ สื่อเสรี และสื่อสาธารณะ

สื่อกับกระบวนการเรียนรู้ หมายถึง การทำให้พื้นที่ของสื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของคนในสังคม

สื่อเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เช่น การสนับสนุนให้มีการใช้พื้นที่สื่อในการนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น รายการกระจกเงา รายการร่วมด้วยช่วยกัน และรายการถอดรหัส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสื่อด้านวิทยุที่ช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทดลองเผยแพร่ผ่าน ASTV3

สื่อกับจริยธรรม หมายถึง การสร้างจริยธรรมกับคนทำสื่อ

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการสร้างงานวิจัยขึ้นมาโดยหวังให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะงานวิจัยที่มีคุณภาพจะเป็นการตอบโจทย์ประเด็นสำคัญทางสังคม ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมว่า “สื่อ” เป็นเพียงกระบวนการในการสื่อสารกับสังคม แต่การได้มาของโจทย์ควรเกิดจากการตั้งคำถามร่วมกันว่าสังคมไทยในปัจจุบันต้องการอะไร เรากำลังขาดความรู้อะไรบ้าง และเป้าหมายที่มองเห็นร่วมกันนั้นเราอยากพัฒนาสังคมไปในทิศทางใด ต่างคนก็ต่างความคิด ต่างมุมมอง แต่ล้วนอยากให้สังคมไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เราต่างตระหนักกันดี แต่การพัฒนางานวิจัยบนพื้นฐานความเป็นจริงและความต้องการทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่ออะไร? ก็เพื่อให้งานวิจัยนั้นได้ผลออกมาแล้วสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริงนั่นเอง

การสื่อสารกับสังคมควรมีการร่วมกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจนและเข้ากับยุคกับสมัยในปัจจุบันให้มากที่สุด การสนับสนุนทางวิชาการแก่เครือข่ายสื่อมวลชนและกลไกสื่อสารสาธารณะอื่นๆ นั้น ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ สำหรับรูปแบบที่สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน เช่น การจัดประชุม/สัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาสื่อในปัจจุบันสู่อนาคตร่วมกัน อันจะนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ หรือการจัดทำ Interactive learning forum ระหว่างสื่อ นักวิชาการ ฝ่ายนโยบายและผู้บริโภคสื่อ นั่นก็คือประชาชนทั่วไปนั่นเอง กระบวนการเหล่านี้เป็นรูปแบบการสื่อสารร่วมกันระหว่างคนในสังคมที่จะสามารถเห็นปฏิกิริยาตอบสนองได้อย่างชัดเจน แต่อาจจะทำได้ไม่กว้างขวางมากนัก แต่หากจะนับเป็นแนวทางในการเริ่มต้นก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีทีเดียว

นอกจากนี้ กลุ่มเด็กและเยาวชนก็ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรมีการปลูกฝังเช่นกัน หากจะเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวนั่นคือ ครอบครัว และขยายสู่วงการการศึกษาโดยใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ เช่น ผ่านเว็บไซต์ หรือการผ่านรายการโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้จักเลือกบริโภคสื่อมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันที่จะต้องค่อยๆ สอดแทรกเข้าไป สู่การสร้างจิตสำนึกที่ดี เมื่อเด็กโตขึ้นจะได้มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง จริงอยู่ว่าในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยากเนื่องจากต้องอาศัยกลไกหลายอย่างเป็นตัวขับเคลื่อน แต่หากผู้ใหญ่หันมามองสถานการณ์ร่วมกัน จะนำไปสู่การหาแนวทางที่จะช่วยผลักดันโดยอาศัยความถนัดของตนเองเป็นหลัก เช่น ด้านนโยบาย ด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านสื่อ เป็นต้น เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าภาระได้ตกไปอยู่ที่คนกลุ่มใดเพียงกลุ่มเดียว การแก้ปัญหาจะได้เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่ต้องค่อยๆ เริ่มทีละจุดจนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ในที่สุด

อัจฉราพร  หมุดระเด่น
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ